กระแสตื่นตัวเรื่องน้ำลูกยอมีมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะโฆษณาสรรพคุณมากมายว่ารักษาได้หลายโรค คนรักสุขภาพเลยแห่กันไปอุดหนุนโดยหารู้ไม่ว่า ตัวเองกำลังโดนหลอก ! ภญ.พรพิมล ขัตตินานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารและยา 10 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่าปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารน้ำลูกยอหลายยี่ห้อออกสู่ท้องตลาด และพบว่าหลายข้อความบนผลิตภัณฑ์ดังกล่าวอวดอ้างสรรพคุณเกินจริง เช่น อ้างผลการวิจัยหรือประสบการณ์จากผู้ป่วยที่เป็นโรคต่าง ๆ เช่น โรคมะเร็ง หัวใจ อัมพฤกษ์ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เอดส์ ภูมิแพ้ ไขข้ออักเสบ และความผิดปกติอื่นๆ ของร่างกาย ว่าเมื่อดื่มน้ำลูกยอดังกล่าวจะมีอาการดีขึ้น 55 – 90 เปอร์เซ็นต์ “ทั้งที่ความจริงผลิตภัณฑ์เสริมอาหารน้ำลูกยอได้ขออนุญาตใช้ฉลากเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเท่านั้นซึ่งใช้กินโดยตรงนอกเหนือจากการกินอาหารหลักตามปกติมีจุดมุ่งหมายสำหรับบุคคลทั่วไปที่มีสุขภาพปกติไม่ใช่ผู้ป่วย และไม่ได้มีสรรพคุณที่สามารถรักษาโรคแต่อย่างใด สำหรับการโฆษณาอวดอ้างเกิดจริงดังกล่าว อย.กำลังติดตามดำเนินการตามกฏหมายกับผู้โฆษณาเพื่อไม่ให้หลอกลวงผู้บริโภคให้เกิดความเข้าใจผิด” ภญ.พรพิมลกล่าว



เภสัชกรหญิงคนเดิม กล่าวอีกว่า ขอให้ผู้บริโภคอย่าหลงเชื่อโฆษณาเกินความจริงของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่อวดอ้างสรรพคุณทางยาว่า สามารถบรรเทาหรือรักษาโรคต่างๆ ได้เป็นอันขาด เพราะหากสามารถรักษาโรคได้จริง จะต้องผ่านการพิจารณาตามกระบวนการในการขออนุญาตเป็นผลิตภัณฑ์ยา ที่สำคัญ ก่อนการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์อาหารเสริมใดๆ ก็ตาม ขอให้ผู้บริโภคอ่านข้อมูลของอาหารนั้นบนฉลากทุกครั้ง ว่ามีสรรพคุณเพียงไร และขอให้เชื่อถือเฉพาะสรรพคุณที่ระบุฉลากซึ่งได้รับการอนุญาตจาก อย.แล้วเท่านั้น



แต่ในฐานะของอาหารเสริม น้ำลูกยอก็นับว่ามีประโยชน์เหมือนกัน ทั้งนี้ จากการวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดลพบว่าสรรพคุณลูกยอไทย มีแนวโน้มกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น



รศ.พร้อมจิตต์ ศรลัมภ์ รองคณบดีคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่าคนไทยใช้ส่วนต่างๆ ของต้นยอเป็นอาหารมานานแล้ว โดยภาคอีสานจะใช้ลูกยอซึ่งจะมีรสขมเล็กน้อย มาทำเป็นส้มตำแทนมะละกอ นอกจากนั้น ยังได้ใช้ลูกยอเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในตำรับยาไทยด้วย



ลักษณะของลูกยอจะมีสีเขียวอ่อน เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีค่อนข้างขาว และเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเมื่อแก่จัด โดยทั่วไปมักจะมีการนำลูกยอสีเหลืองแก่จัดมาหั่นเป็นชิ้นบางแล้วตากให้แห้ง คั่วไฟให้หอมแล้วใช้ชงน้ำสำหรับแก้คลื่นไส้อาเจียน โดยโรงพยาบาลวังน้ำเย็น จังหวัดปราจีนบุรี เคยนำชาชงของลูกยอให้คนไข้ที่รักษาโรคมาลาเรีย เพื่อลดผลข้างเคียงคืออาการคลื่นไส้ พบว่าชาดังกล่าวแก้คลื่นไส้ได้ โดยคนไข้ไม่ต้องรับประทานยาแก้คลื่นไส้แผนปัจจุบัน





ส่วนในแถบฮาวาย มีการใช้ลูกยอในลักษณะของการแพทย์พื้นบ้าน คือ ใช้เป็นเครื่องดื่มบำรุงสุขภาพในผู้ป่วยที่กระดูกหัก และมีผลการทดลองที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการของสหรัฐอเมริกา



รวมทั้งมีรายงานวิจัยของบริษัทที่ผลิตน้ำลูกยอว่าช่วยกระตุ้นภูมิต้านทานและป้องกันมะเร็งออกมาค่อนข้างมาก แต่สาระสำคัญที่พบยังไม่ชัดเจนนัก จากการทดลองในหลอดทดลอง และสัตว์ทดลองพบว่า น้ำลูกยอมีฤทธิ์เป็นสารต้านมะเร็ง และกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย สารในลูกยอจะไปกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดขาว ซึ่งทำหน้าที่กำจัดเชื้อโรคในร่างกายและสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งไม่ให้ลุกลาม แต่ไม่ได้มีผลในการรักษามะเร็ง



นอกจากนี้ ยังมีฤทธิ์แก้ปวดและกระตุ้นเอนไซม์ในลำไส้เล็กให้ทำงานดีขึ้น อย่างไรก็ตาม รองคณบดีคณะเภสัชศาสตร์มหิดลฯ ยอมรับว่า ยังไม่มีการทดลองในคน มีแต่การเก็บข้อมูลจากผู้รับประทานน้ำลูกยอ โดยบริษัทที่ทำน้ำลูกยอขาย น้ำลูกยอจึงยังเป็นเพียงอาหารเสริมไม่ใช่ยารักษาโรค อีกทั้งน้ำลูกยอมีราคาค่อนข้างแพงมาก ถ้านำเข้าจากต่างประเทศขนาด 900 ซีซี. ราคาสูงถึง 1,900 บาท



ด้วยเหตุนี้ คณะเภสัชศาสตร์ มหิดล และคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล โดยการสนับสนุนของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จึงทำวิจัยเกี่ยวกับต้นยอที่ปลูกในประเทศไทย จากข้อมูลเบื้องต้นพบว่ามีแนวโน้มที่ดีที่ยอของประเทศไทยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันได้เป็นที่น่าพอใจ ซึ่งจะมีการทดลองกับคนไข้ในเรื่องของภูมิแพ้ และโรคทางเดินหายใจต่อไป





ข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ คอลัมน์ จตุรัสผู้บริโภค ประจำวันพุธที่ 14 สิงหาคม 2545