หลายคนรู้ดีว่า ช็อกโกแลตนั้น นอกจากหอมหวานมันเข้มเอร็ดอร่อยแล้ว มันยังอาจสร้างสิว สร้างห่วงยางรอบตัว สร้างฟันผุ..และอื่นๆอีกตามมามากมาย แต่ทำไมหนอ ช็อกโกแลตถึงยังดำรงตนเสมือนเพื่อนคู่คิด มิตรคู่เรือนอยู่มานานถึงเพียงนี้ มันต้องมีอะไรดีแน่ๆ...



ถ้าสังเกตกันให้ดี ภายหลังจากที่เรากัดกินช็อกโกแลตไปแต่ละคำ เราจะรู้สึกอิ่มเอิบ สุขใจ นั่นเป็นเพราะช็อกโกแลตมีสารอยู่ตัวหนึ่งชื่อว่า เฟนิลเอทิลเอมีน มันจะคอยทำหน้าที่กระตุ้นให้ร่างกายขับฮอร์โมนบางตัว ซึ่งก็คือโดพามีน กับอะดรินาลิน ทั้งสองตัวนี้เป็นสารเคมีที่สำคัญในแง่ช่วยให้ร่างกายมีความสุข



เจ้าโดพามีนนี้เป็นตัวทำให้เกิดความกระฉับกระเฉง ขณะที่อะดรินาลินช่วยเร่งการใช้พลังงาน ทำให้หัวใจเต้นแรง ใครที่กำลังจะมีกิจกรรมอย่างว่า จะหันมาลองช็อกโกแลตกันสักแท่งสองแท่งก่อนเป็นไร เผื่อจะช่วยเพิ่มความสดใสซาบซ่านกันทั้งคืนทีเดียวเชียว



เดี๋ยวจะหาว่าไม่จริง รู้หรือไม่ว่า ในอดีตนั้นจักรพรรดินโปเลียนแห่งฝรั่งเศสจะทรงดื่มโกโก้หรือช็อกโกแลตผสมกาแฟกับน้ำเชื่อมเป็นประจำ ด้วยความเชื่อที่ว่า จะทำให้สมรรถภาพทางเพศดีขึ้น พูดง่ายๆว่าอยากเตะปี๊บดังไม่แพ้ใครพอๆกับเวลาออกรบอย่างนั้นกระมัง อีกทั้งมาดามดูแบรี ชาวฝรั่งเศส ผู้อื้อฉาวในเรื่องเพศในยุคคริสตศตวรรที่ 17 ยังให้หนุ่มชู้รักทั้งหลายดื่มช็อกโกแลตอุ่นๆก่อนปฏิบัติภารกิจทุกครั้งไป



นอกจากนี้ ในช็อกโกแลตยังมีสารอีกตัวชื่อ เฟนิลอะลานีน สารนี้มีส่วนช่วยให้เกิดอารมณ์รื่นเริง ใครที่ชอบกินช็อกโกแลตบ่อยๆ ก็จะเกิดอารมณ์ครื้นเครง แต่ทั้งนี้ไม่นับผลกระทบตามมาอันเกิดจากส่วนผสมอื่นๆในแท่งช็อกโกแลต อาทิ ไขมันและน้ำตาล ซึ่งลำพังตัวช็อกโกแลตอย่างเดียวไม่ได้ก่อให้เกิดสิวและความอ้วนแต่อย่างใด ความข้นมันและความหวานต่างหากที่เป็นตัวก่อให้เกิดความกลัดกลุ้มใจ ภายหลังการกินช็อกโกแลตไปแต่ละหน



จริงๆแล้วจะว่าไป ช็อกโกแลตก็มีประโยชน์ต่อร่างกายเหมือนกันนะว่าไหม (โดยเฉพาะกับกิจกรรมภาคค่ำ) เพราะช็อกโกแลตยังมีแร่ธาตุ วิตามินบี2 มีแคลเซียม เหล็ก ฟอสฟอรัส รวมถึงวิตามินเอ และโปรวิตามินเอ (Carotene) ปนอยู่ด้วย อีกทั้งยังมีธาตุแมกนีเซียมในปริมาณมาก ซึ่งธาตุนี้มีคุณสมบัติช่วยลดอาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นระหว่างมีประจำเดือนได้ด้วย



อย่างไรก็ดี ดังที่กล่าวเกริ่นๆไปตอนแรกแล้วว่า ในช็อกโกแลตแต่ละแท่งนั้น ไม่ได้มีแต่ตัวช็อกโกแลตเพียงอย่างเดียว เพราะลำพังช็อกโกแลตเองจะมีรสขมจัด ในกระบวนการผลิตจึงจำเป็นต้องเติมส่วนผสมต่างๆลงไปในปริมาณมากกว่าครึ่ง จึงจะได้แท่งช็อกโกแลตที่มีรสอร่อยกล่มกล่อมถูกปากผู้บริโภค ดังนั้นคุณผู้หญิงอย่าหวังพึ่งช็อกโกแลตแก้อาการปวดท้องเมนอยู่เลย ประเดี๋ยวจะเกิดอาการปวดใจแทน



ข้อด้อยของช็อกโกแลตยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ใครที่เคยคิดว่ามีแต่ชา กาแฟเท่านั้นที่มีคาเฟอีน ตอนนี้ให้เข้าใจใหม่เถิดว่า จริงๆแล้วช็อกโกแลตเองก็มีสารคาเฟอีนอยู่ค่อนข้างสูง และยังมีสารที่มีฤทธิ์คล้ายกันคือ Xanthine thiobromine อยู่อีกไม่น้อยเลย หากเราดื่มช็อกโกแลตสักถ้วยหรือกินช็อกโกแลตขนาดกลางสักแท่ง หรือบิสกิตช็อกโกแลตสักสองชิ้น ร่างกายเราจะได้รับสารคล้ายคาเฟอีนนี้มากเป็นสองเท่าของการดื่มกาแฟหนึ่งถ้วยเชียวล่ะ ดังนั้นใครที่เคยมีอาการใจสั่นหลังกินกาเแฟ ก็พึงระวังอาการข้างเคียงจากช็อกโกแลตด้วยเช่นกัน



ไหนๆก็ว่ามาถึงนี่แล้ว จะบอกข้อร้ายๆของช็อกโกแลตให้อีกสักข้อจะเป็นไร กล่าวคือ ในช็อกโกแลตจะมีสาร Oxalate ซึ่งเป็นสารที่ก่อให้เกิดนิ่วอยู่อีกไม่เบาเลย สารนี้อาจรวมตัวกับแคลเซียมในเลือดทำให้เกิดการตกตะกอนในกระเพาะปัสสาวะ เป็นเหตุให้เกิดก้อนนิ่วขึ้นได้ ก็คิดดูแล้วกันว่าเสี่ยงขนาดไหน ในขณะที่แอปเปิ้ล 1 ลูกมีสาร Oxalate เพียง 1.5 มิลลิกรัม แต่โกโก้ 1 ผล(โกโก้ก็มาจากพืชเหมือนกัน) มี Oxalate ถึง 623 มิลลิกรัม เรียกว่า อย่าเปรียบเทียบกันเลยจะดีเสียกว่า



เท่านั้นไม่พอ การได้รับสาร Oxalateในปริมากมากๆ ยังทำให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมน้อยลง ส่วนผลกระทบจากภาวะแคลเซียมไม่พอนั้น คงไม่มีใครไม่รู้ ดังนั้นคนในวัยที่ต้องการแคลเซียมมากเป็นพิเศษทั้งเด็กและผู้สูงอายุ จึงไม่ควรเพลิดเพลินกับการกินช็อกโกแลตแน่ๆละทีนี้



ว่ากันมามากเกี่ยวกับผลดีผลเสียของช็อกโกแลต เอาเป็นว่าใครใคร่กินก็กินเถอะ แต่ยับยั้งชั่งใจบ้างก็ดี ถ้าไม่คิดถึงตัวเองก็คิดถึงคนรอบข้างบ้าง คิดถึงชาติอีกหน่อยก็ไม่เลว เพราะส่วนมากก็นำเข้าทั้งนั้นค่ะท่านผู้อ่าน

--------------------------------------------------------------------------------

ข้อมูลจาก: หนังสือโภชนาการชีวิตที่ดีกว่า