หลังจากที่หลายฝ่ายจับตาดูว่าพรรคไทยรักไทยจะเลือกใครมาเป็นนายกรัฐมนตรีแทน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทยนั้น ล่าสุด พ.ต.ท.ทักษิณได้บอกใบ้ต่อที่ประชุมพรรคว่า คนที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ต้องเชี่ยวชาญงานด้านต่างประเทศด้วย
ทักษิณ วอนลูกพรรคให้สามัคคี
เมื่อวันที่ 11 เม.ย. เวลา 14.00 น. ที่พรรคไทยรักไทย ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย ได้เข้าร่วมประชุมกับแกนนำและสมาชิกพรรคอย่างพร้อมเพรียง เพื่อพูดคุยถึงสถานการณ์ การเมืองและร่วมพิธีรดน้ำดำหัวเนื่องในเทศกาลสงกรานต์ โดยพ.ต.ท.ทักษิณได้กล่าวกับสมาชิกพรรคว่า ขอให้ กำลังใจทุกคน แม้ต้องเว้นวรรคแต่จะทำงานเพื่อพรรคต่อไป จะอุทิศเวลาให้กับประชาชนด้วยการเดินสายรับฟังปัญหาทั่วประเทศถึงข้อดีข้อเสียจากนโยบายรัฐบาล เพื่อสะท้อนให้รัฐบาลชุดใหม่ปรับปรุง ใครอยากให้ช่วยอะไรก็บอก เพราะยังเป็นพี่ใหญ่ในพรรคอยู่ สิ่งสำคัญขอให้ทุกคนสามัคคี ทำงานช่วยพรรคให้เจริญ อย่าทะเลาะกัน ต้องอยู่กันแบบพี่น้อง ยืนยันจะไม่หนีไปไหน
ใบ้นายกฯใหม่เก่งงานต่างประเทศ
พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวต่อว่า ส่วนการคัดเลือกนายกฯ คนใหม่นั้น วันนี้ยังไม่คิด คิดเพียงว่าจะเปิดสภาอย่างไร แต่ถ้าถึงวันนั้นจะต้องร่วมกันตัดสินใจ ยืนยันว่านายกฯคนใหม่จะต้องมีภาวะความเป็นผู้นำเต็มที่ ตนจะไม่ยุ่งหรือไปล้วงลูก อย่างไรก็ตาม คนที่เป็นนายกรัฐมนตรี นอกจากจะให้อำนาจในการตัดสินใจเต็มที่แล้ว คนคนนั้นต้องมีความเชี่ยวชาญด้านต่างประเทศด้วย เพราะการทำงานในอนาคตต้องเชื่อมโยงกับต่างประเทศตลอด จะเป็นใครก็ได้ ขอให้อยู่ในระบบบัญชีรายชื่อก็พอ
ขมขื่นชนะเลือกตั้งแต่ไม่ได้นั่งนายกฯ
พ.ต.ท.ทักษิณยังกล่าวในที่ประชุมถึงการเว้นวรรคทางการเมืองด้วยว่า ความจริงตนจะลุยหรือจะเลือกแตกหักก็ได้ แต่มันไม่มีประโยชน์เพราะจะเสียหายทั้งประเทศ ยอมเสียสละอย่างขมขื่นเพื่อเป็นบรรทัดฐานว่าคนทำดีอยู่ในกติกา แต่แพ้คนชั่วที่สู้นอกกติกา เรื่องนี้ต้องฟื้นฟูให้ได้ ตนเคยแนะพรรคประชาธิปัตย์ให้ไปปรึกษานางออง ซาน ซูจี สงสัยวันนี้คงต้องไปปรึกษาเอง เพราะชนะเลือกตั้งแต่ไม่ได้เป็นนายกฯ พรรคประชาธิปัตย์ คิดผิดที่ไม่ให้ตนเป็นนายกฯ เพราะทำให้มีเวลาลงพื้นที่มากขึ้น มีบางคนแนะนำว่าหลังการเลือกตั้ง ถ้าชนะก็ควรเว้นวรรค เล่นการเมืองต้องยอมเปลืองตัวบ้าง ถ้าไม่ยอมก็เป็นใหญ่ลำบาก
ฉุนถูกหักหลัง-รมต.เร้นหนี
พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวด้วยว่า กลุ่มพันธมิตรฯ และพรรคประชาธิปัตย์เขาไม่ต้องการทำลายตน แต่ต้องการทำลายพรรคไทยรักไทยให้หายไปจากสารบบการเมืองให้ได้ เขาพยายามทุกอย่างเพราะไม่อยากให้เราอยู่ในเวทีนี้ วันนี้พวกเขากำลังรุกทีละก้าว ตอนนี้เขาทำผมได้ แล้วต่อไปก็จะทำลายพรรค อยากให้ทุกคนช่วยกัน แต่ที่ผ่านมารัฐมนตรีบางคน รักษาเนื้อรักษาตัวมากเกินไป ไม่ออกมาช่วยตอบโต้ อีกทั้งยังไม่สามัคคีกัน จนในที่สุดเหตุการณ์ก็ลุกลามบานปลาย กว่าจะออกมาตอบโต้ก็ช้าเกินไป โดนด่าจนไปไม่ไหว ผมเองยอมรับว่าออกมาช้าเหมือนกัน สำหรับการประชุมคณะผู้บริหารพรรคเมื่อวานนี้ (10 เม.ย.) มีกันอยู่แค่ 11 คน ไม่รู้ทำไมข่าวถึงหลุดออกไปได้ ทำอย่างนี้มันทรยศหักหลังพรรค ไอ้คนที่ไปให้ข่าวอย่าคิดว่าสื่อจะชื่นชม เขาคิดว่าคุณเป็นควายตัวหนึ่งให้หลอกใช้ต่อไปอีก
ไม่เชื่อความชั่วจะชนะความดี
จากนั้นนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เลขาธิการพรรคไทยรักไทย ได้เป็นตัวแทนสมาชิกพรรคไทยรักไทยกล่าวอวยพรให้ พ.ต.ท.ทักษิณว่า ไม่มีประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่เมื่อนายกรัฐมนตรีประกาศขอเว้นวรรคทางการเมืองแล้วมีประชาชนจำนวนมหาศาลที่บริสุทธิ์ใจต้องเสียน้ำตา ความสะเทือนใจที่หัวหน้าพรรคบอกว่าความชั่ว ชนะความดีนั้น ตนไม่เชื่อว่าจะเป็นแบบนั้น เชื่อว่าท้ายสุดเราต้องชนะแน่ อย่างไรก็ตาม ถ้าหัวหน้าพรรคตัดสินใจที่จะเว้นวรรคทางการเมืองอยู่ พวกเราขอยืนยันว่าจะสามัคคีตามที่หัวหน้าพรรคเรียกร้อง โดยจะยึดตัวหัวหน้าพรรคเป็นศูนย์กลาง จะทุ่มเทสติปัญญารักษาพรรคและ เชื่อว่าภายใน 1 ปี หัวหน้าจะได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี อีกแน่นอน ถึงเวลานั้นประชาชนที่เสียน้ำตาก็จะกลับมาหัวเราะ ช่วงนี้อยากให้หัวหน้าได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ทั้งกายและใจ และขอให้กลับมาเป็นนายกฯอย่างเร็วที่สุด
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า หลังจากที่ พ.ต.ท.ทักษิณระบายความในใจก็ได้อวยพรสมาชิกพรรคว่า ขอให้อโหสิ–กรรมซึ่งกันและกัน และขอให้ทุกคนไม่ต้องโดนใบเหลืองใบแดง มีชีวิตส่วนตัวที่ดี และอยากขออาสาสมัครให้พวกเราช่วยกันลงไปหาเสียงในการเลือกตั้งซ่อมที่ภาคใต้ อย่างไรก็ตาม ในการประชุมวันนี้ พ.ต.ท.ทักษิณมีท่าที เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน โดยรับฟังความเห็นจาก ส.ส.มากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ทำให้ ส.ส.หลายคนกล้าที่จะแสดงความเห็นอย่างหลากหลาย บางรายได้ตำหนิการทำงานของรัฐมนตรีต่อหน้า พ.ต.ท.ทักษิณ
รดน้ำดำหัวท่ามกลางความโศกเศร้า
สำหรับบรรยากาศการรดน้ำดำหัว พ.ต.ท.ทักษิณในปีนี้เป็นไปอย่างเรียบง่าย โดยมี พ.ต.ท.ทักษิณเป็นผู้ใหญ่ในพรรคเพียงคนเดียวที่ให้สมาชิกพรรคร่วมรดน้ำ แกนนำพรรคได้ทยอยขึ้นรดน้ำเช่นนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ นายวัฒนา เมืองสุข นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ จากนั้นก็เป็นคิวของ ส.ส. และสื่อมวลชน ทั้งนี้มี ส.ส. ที่ขึ้นไปรดน้ำอวยพรและร้องไห้คือ นายแสวง ฤกษ์จรัล ว่าที่ ส.ส.กทม. และนางอนงค์วรรณ เทพสุทิน ว่าที่ ส.ส. สุโขทัย โดยนางอนงค์วรรณกล่าวกับสื่อมวลชนหลังการอวยพร พ.ต.ท.ทักษิณว่า บรรยากาศมันเศร้า เห็นหน้า พ.ต.ท. ทักษิณแล้วอยากร้องไห้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้ได้มีบรรดาผู้สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณได้ทยอยเดินทางมารอรดน้ำดำหัวและให้กำลังใจ พ.ต.ท.ทักษิณกันอย่างคึกคัก ขณะเดียวกันมีชาวบ้านจำนวน 100 คน ถือป้ายผ้าสนับสนุนพร้อมนำพวงมาลัยมารอมอบให้หัวหน้าพรรคไทยรักไทย อยู่บริเวณชั้น 1 ของอาคารพรรค พร้อมตะโกนว่า ลูกผู้ชายตัวจริง เป็นระยะๆ ขณะที่แวดวงข้าราชการและ อาทิ ม.ร.ว.มาลินี จักรพันธุ์ (หญิงหมัด) พล.ต.ท.วงกต มณีรินทร์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. รวมไปถึงนายชูพงษ์ ถี่ถ้วน หนึ่งในแกนนำคาราวานคนจนที่สวนจตุจักร ก็ติดบัตรสมาชิกพรรคไทยรักไทยเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ด้วย จากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณได้เดินทางออกจากพรรค ท่ามกลางประชาชนจำนวนมากได้แห่รอต้อนรับเพื่อมอบดอกไม้และตะโกนว่า ทักษิณสู้ๆ บริเวณชั้นล่างของที่ทำการพรรค
เลือกตั้งล่วงหน้าก่อนบินไปอังกฤษ
ขณะที่นายภิมุข สิมะโรจน์ รองโฆษกพรรคไทยรักไทย แถลงว่า พ.ต.ท.ทักษิณขอให้สมาชิกทุกคน อย่ากังวล โดยเฉพาะเรื่องการปลดล็อก 90 วัน ในเรื่องของคนกลางที่จะเข้ามาร่างนั้น ไม่ว่าคนกลางจะเป็นใครพรรคก็พร้อมที่จะแข่งขันในทุกกติกา สำหรับแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีนั้น พ.ต.ท.ทักษิณระบุว่าเร็วเกินไปที่จะพูด วันนี้เน้นเรื่องการเลือกตั้งเพื่อให้สภาเปิดได้ก่อนเป็นอันดับแรก หลังเทศกาลสงกรานต์ผ่านไปแล้ว ในวันที่ 23 เม.ย. อาจจะมีการประชุมใหญ่สามัญประจำปีอีกครั้ง ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณยังแจ้งต่อที่ประชุมพรรคด้วยว่า ในวันที่ 13 เม.ย. หลังจากที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ว. ล่วงหน้าแล้ว ก็จะขึ้นเครื่องเดินทางไปอังกฤษทันที
วันเดียวกัน เมื่อเวลา 08.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายกันตธีร์ ศุภมงคล รมว.ต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เชิญเอกอัครราชทูตจากหลายประเทศเข้าพบในช่วงที่ผ่านมาว่า เนื่องจากนายกรัฐมนตรีมีความคิดเดินทางไปพักผ่อนต่างประเทศ จึงเชิญทูตของประเทศนั้นๆมาพบ แต่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเดินทางไปประเทศใดบ้าง เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางและต้อนรับ เช่น การทำวีซ่า โดยการเดินทางไปต่างประเทศครั้งนี้ แม้ พ.ต.ท.ทักษิณจะไปในสถานะนายกรัฐมนตรี แต่จะไปพักผ่อน และเยี่ยมเพื่อนเท่านั้น ไม่มีเรื่องของราชการมาเกี่ยวข้อง เบื้องต้นคาดว่านายกรัฐมนตรีจะเดินทางไป 4-5 ประเทศ ซึ่งอังกฤษคงเป็นประเทศแรกที่จะไป รวมถึงสหรัฐฯก็มีความเป็นไปได้ที่จะเดินทางไปเช่นกัน
ตปท.หวั่นม็อบสร้างภาพลบ
ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้ต่างประเทศเข้าใจสถานการณ์ การเมืองของประเทศไทยที่นายกรัฐมนตรีขอหยุดพักปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ นายกันตธีร์ตอบว่า เข้าใจดี ได้ชี้แจงให้คณะทูตทั้งหมดฟังเมื่อสัปดาห์ที่แล้วถึงเหตุผลที่นายกรัฐมนตรีต้องลาพักการปฏิบัติหน้าที่เป็นเวลานาน แต่มีทูตบางคนแสดงความกังวลว่า การที่ประเทศไทยดำเนินการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย และพรรคไทยรักไทยได้รับความไว้ใจจากประชาชน 50 กว่าเปอร์เซ็นต์ แต่นายกรัฐมนตรีต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่เพราะการเดินขบวนของประชาชน 1-2 แสนคน ซึ่งสวนทางกับเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนทั้งประเทศ เกรงว่าจะเป็นตัวอย่างไม่ดีของการส่งสัญญาณประชาธิปไตยแก่ประเทศอื่นหรือไม่ อย่างไรก็ตามต่างประเทศยังมีความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจของประเทศไทยอยู่ ส่วนนายกรัฐมนตรีจะหยุดพักผ่อนนานเท่าใดนั้น ยังไม่ทราบ แต่นายกรัฐมนตรีเคยกระซิบให้ฟังว่า หลังจากหยุดปฏิบัติหน้าที่แล้ว ชีวิตส่วนตัวมีความสุข ดังนั้นหลังจากนี้คงต้องชั่งน้ำหนักอีกทีว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป
หวั่นถูกมองครอบงำแก้ รธน.
เมื่อเวลา 11.15 น. ที่พรรคไทยรักไทย นายโภคิน พลกุล รองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย กล่าวถึงแนวทางการปฏิรูปการเมืองของพรรคไทยรักไทยว่า ในขั้นต้นจะต้องผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 313 ก่อน เพื่อให้คนกลางเข้ามาดูแลในเนื้อหาสาระต่อไป โดยกระบวนการการได้มาของคนกลางนั้นมีความเป็นห่วงจากคณะผู้บริหารของพรรค ที่กังวลว่าจะมีขั้นตอนไหนไม่โปร่งใสหรือถูกมองว่าพรรคไทยรักไทยเข้าไปครอบงำหรือไม่ ยอมรับว่าไม่ง่ายเลยที่จะหาตัวแทนจากหลากหลายอาชีพทั่วประเทศโดยปราศจากการแทรกแซงทั้งปวง เบื้องต้นได้วางตุ๊กตาเตรียมเสนอให้สาธารณชนวิพากษ์วิจารณ์ในสัปดาห์หน้า รวมทั้งเสนอให้พรรคพิจารณาด้วย โดยคนกลางที่จะสรรหามาจะอิงกฎหมายของสภาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยสมมติว่าคัดเลือกจากทั่วประเทศได้ 2,000 คน แล้วจะคัดเลือกกันเองอีกครั้งให้เหลือเพียง 100 คน โดยกระจายอาชีพออกไปให้หลากหลายที่สุด ส่วนอีก 20 คนที่เหลือจะใช้แนวทางคล้ายกับ ส.ส.ร. โดยแบ่งเป็น 5 คน จากอดีต ส.ส.ร. 5 คน จากตัวแทนศาล 5 คน จากองค์กรอิสระ และอีก 5 คน จากตัวแทนนักวิชาการ
นายโภคินกล่าวว่า ในขั้นตอนต่อไปเมื่อคนกลางยกร่างสุดท้ายแล้วจะไม่นำเข้าสู่สภา จะให้ประชาชนทั่วประเทศลงมติ หรือพูดง่ายๆคือไม่ต้องการให้พรรคไทยรักไทยเข้าไปเกี่ยวข้องในส่วนใดๆเลย อย่างไรก็ตามหากสภาเปิดขึ้นแล้วมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ออกมาอย่างไร เราก็พร้อมรับฟังนำมาปรับปรุงแก้ไข ส่วนที่ผู้บริหารพรรคแนะนำให้ไปปรึกษา พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีฯนั้น ไม่อยากไปรบกวนท่าน แต่เรื่องใหญ่ เรื่องสำคัญๆก็คงต้องไปหารือผู้ใหญ่ในบ้านในเมืองอยู่แล้ว
เติ้ง ติง กกต.ทำให้เรื่องวุ่นหนัก
ทางด้านความเคลื่อนไหวของพรรคชาติไทย วันเดียวกัน ที่ทำการพรรคชาติไทย นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีการรับสมัครใหม่โดยให้ผู้สมัครเปลี่ยนเขตสมัครใหม่ได้ว่าทำไมมันวุ่นวายกันอย่างนี้ เมื่อวิ่งรอกสมัครพอเขตนี้ไม่ได้ก็ย้ายไปสมัครเขตเลือกตั้งใหม่ แต่เขาอ้างว่าไม่มีกฎหมายห้ามไว้ อยู่ที่ดุลยพินิจของ กกต.อ้างว่าทำได้ แต่มันถูกต้องชอบธรรมหรือไม่ ตนตอบไม่ได้ ผู้สื่อข่าวถามว่ากรณีที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยื่นหนังสือถึง กกต.ให้สอบสวน พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง 4 ประเด็น กกต.ชี้ว่าไม่มีความผิด นายบรรหารตอบว่า เมื่อ กกต.บอกว่าไม่ผิดก็ถือว่าไม่ผิด เพราะ กกต.เป็นใหญ่ คนที่ให้ใบเหลือง ใบแดงก็คือท่าน เมื่อบอกว่าไม่ผิดจะไปทำอะไรได้ เมื่อเลือกตั้งครั้งก่อนฝ่ายรัฐบาลไปหาเสียงแบบนี้ กกต.บอกว่าไม่ผิด แต่ถ้าเป็นฝ่ายค้านไปหาเสียงอาจจะผิดก็ได้ เมื่อถามว่าพฤติกรรม กกต.น่าไว้วางใจหรือไม่ นายบรรหารตอบสั้นๆว่าน่าเป็นห่วง
เมื่อถามทางพรรคไทยรักไทยจะเปลี่ยนแนวทางการปฏิรูปการเมืองที่นายโภคิน พลกุล รองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย เคยเสนอให้ใช้รูปแบบสภาสนามม้าเป็นไปปรึกษา พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ นายบรรหารตอบว่า คิดว่าไม่ใช่ เป็นการพูดไปเท่านั้นเอง เพราะถ้าเป็นแนวทางนี้ยิ่งไปกันใหญ่ อย่างนี้ 1 ปี ก็ไม่เสร็จ ความจริงรัฐธรรมนูญแก้ไม่ยาก แก้ไม่กี่ข้อที่เป็นประเด็นปัญหา รัฐธรรมนูญดีอยู่แล้ว แต่มีบางประเด็นเช่นการปลดล็อก 90 วัน ให้ ส.ว.หาเสียงได้ ระบบบัญชีรายชื่อไม่ต้องถึง 5 เปอร์เซ็นต์ แก้กันจริงๆใช้เวลาไม่เกิน 3-4 เดือนหรืออย่างมาก 1 ปี ก็เสร็จ แล้วเลือกตั้งกันใหม่ ถ้าเป็นสภาสนามม้าคิดว่าไม่เสร็จ จะต้องเร่งรัดการปฏิรูปการเมือง เพราะสภามีเพียงพรรคเดียวไม่ได้ เมื่อถามว่าเป็นเกมของพรรคไทยรักไทยเพื่อดึงเวลาหรือไม่ นายบรรหารตอบว่า ตอนนี้ดึงเวลากันไม่ได้แล้ว ต้องเร่งรัดแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วเลือกตั้งให้เร็วที่สุด ปล่อยให้สภามีพรรคเดียวไม่ได้ ส่วนจะเป็นรูปแบบไหนตอบไม่ได้ ขอให้ดำเนินการให้เร็วที่สุด
เชื่อ ทักษิณ มีชื่อนายกฯ คนใหม่
ผู้สื่อข่าวถามว่าขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องนายกฯ คนใหม่ หากทิ้งเวลาไปนานจะมีปัญหาหรือไม่ หัวหน้าพรรคชาติไทยตอบว่า คนที่จะมาเป็นตัวแทน เข้าใจว่านายกฯ มีอยู่ในใจแล้ว แต่ไม่พูดเท่านั้นเอง นายกฯ คงรอดูว่าจะเปิดสภาได้หรือเปล่า ถ้าเลือกตั้งรอบใหม่ในวันที่ 23 เม.ย.ไม่จบมันก็ต้องต่อไปอีก อาจจะมีการยื่นศาลปกครอง และเลยไปถึงเดือนพฤษภาคม เพราะฉะนั้นตัวนายกฯ คงกำหนดไม่ได้ ต้องรอดูว่าจะเปิดสภาได้เมื่อไหร่ก่อน
เลี้ยงหูฉลามก่อน ทักษิณ ไปนอก
เมื่อถามถึงการรับประทานอาหารร่วมกับนายกรัฐมนตรีซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณบอกว่าตกงานไม่มีใครรับเลี้ยง นายบรรหารตอบว่า ไม่เป็นไรตนจะเลี้ยงท่านก่อนไปต่างประเทศ กำลังจะนัดอยู่ ภายใน 1-2 วัน จะเลี้ยงท่านเอง เพราะมีเรื่องที่จะคุยกับนายกฯ มากมาย ต่อข้อถามว่ากลัวหรือไม่ว่าคุยกันแล้วพอออกไปข้างนอกนายกฯ ก็จะเปลี่ยนท่าทีอีก นายบรรหารตอบว่า ตอนนี้มันจบแล้ว ไม่มีอะไรที่กลัวว่าจะเปลี่ยนแปลง เพราะไม่ได้ตกลงอะไรกัน การเลือกตั้งก็ผ่านไปแล้ว เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องกลัวอะไร แต่จะคุยกันในเรื่องกว้างๆ จะคุยว่าอะไรถูกต้อง ไม่ถูกต้อง มันควรจะเป็นอย่างไร บางอย่างก็จะให้ข้อคิดกับท่าน ทำอย่างไรถึงจะอยู่อย่างสุขกายสบายใจ ไม่ทนทุกข์ทรมาน เมื่อถามว่าแสดงว่าเมื่อเสนอแนะอะไรนายกฯ จะรับฟัง นายบรรหารตอบว่า ไม่เกี่ยวไม่ได้เสนอแนะอะไร เป็นเพียงให้ข้อคิดเท่านั้นเอง ส่วนจะทำตามหรือเปล่าเป็นอีกเรื่องหนึ่ง อย่างไรก็ตามเชื่อว่าพรรคร่วมฝ่ายค้านก็คงไม่หวาดระแวงอะไร คนละเรื่องกัน นี่เป็นเรื่องส่วนตัว เมื่อถามว่าเป็นการรับประทานอาหารฉันพี่น้อง นายบรรหารตอบว่า ไม่รู้ซิ จะเป็นหรือเปล่าก็ไม่รู้
ชิดชัย ไม่สนถูกวิจารณ์แค่หุ่นเชิด
สำหรับบรรยากาศการประชุมคณะรัฐมนตรีนั้น วันเดียวกัน เมื่อเวลา 08.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.อ. ชิดชัย วรรณสถิตย์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ยุติธรรม ในฐานะรักษาการนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ก่อนเป็นประธานการประชุม ครม. ถึงกรณีที่ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ เป็นนายกรัฐมนตรีหุ่นเชิดว่า จะวิจารณ์อะไรก็ต้องให้เกียรติ ให้เครดิต และระมัดระวังด้วย ยืนยันว่าไม่ได้เป็นอย่างที่ถูกวิจารณ์ ก็เป็นการแกล้งพูด แกล้งว่ากันไป เราก็ต้องฟังหูไว้หู อย่าไปมีอารมณ์
ประชาธิปัตย์ขีดเส้นตาย กกต.
ทางด้านความเคลื่อนไหวของพรรคประชาธิปัตย์นั้น วันเดียวกัน ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรค ได้เป็นประธานการประชุมแกนนำและคณะทำงานด้านกฎหมายของพรรค เพื่อพิจารณาถึงการทำผิดกฎหมายการเลือกตั้ง ภายหลังการประชุม นายถาวร เสนเนียม รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า พรรคได้ทำหนังสือถึง กกต. 6 ครั้ง ทั้งแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับการกระทำผิดการเลือกตั้งเพื่อให้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนการว่าจ้างพรรคเล็กให้ลงสมัครรับเลือกตั้ง แม้ กกต.ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาสืบสวนสอบสวนแต่ยังไม่ปรากฏผลสรุปออกมา ดังนั้น ในวันที่ 11 เม.ย. เลขาธิการพรรคได้ทำหนังสือถึง กกต. เพื่อขอทราบความคืบหน้าการสืบสวนสอบสวน พรรคจะให้เวลา กกต. 3 วัน หากยังไม่ได้ดำเนินการประการหนึ่งประการใดให้เกิดผลตามหนังสือร้องเรียน จะถือว่า กกต.ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เป็นการดำเนินการให้คุณให้โทษกับผู้สมัครบางคนหรือบางพรรค หลังจากนั้นจะพิจารณาดำเนินการต่อไป
นายถาวรกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ เลขาธิการพรรคได้ลงนามในหนังสือถึง กกต. เพื่อให้พิจารณาเพิกถอนสิทธิผู้สมัครรับเลือกตั้ง ใน 24 เขต ผู้สมัครเหล่านี้ขาดคุณสมบัติ และแพ้การเลือกตั้ง กกต.ยังไม่ได้รับรองการเลือกตั้ง แต่ กกต.กลับมีหนังสือเวียนสั่งการให้ ผอ.เขตเลือกตั้งพิจารณารับสมัคร เนื่องจากทาง กกต. โดยเฉพาะประธาน กกต. อ้างว่าเป็นสิทธิของผู้สมัครที่จะสมัครได้ แต่การวินิจฉัยเรื่องดังกล่าวทาง กกต.จ.สงขลา โดยเฉพาะ ผู้อำนวยการ กกต. เขต 4 วินิจฉัยว่า อำนาจนี้เป็นอำนาจของผู้อำนวยการการเลือกตั้งโดยตรง ตามมาตรา 32 พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และ ส.ว. หนังสือเวียนดังกล่าวเป็นการแทรกแซงอำนาจ ผอ.เขตเลือกตั้ง กกต. ซึ่งผู้ที่ใช้อำนาจในการแทรกแซงคือคณะกรรมการการเลือกตั้งทั้ง 4 คน โดยการแทรกแซงดังกล่าวเริ่มขึ้นด้วยการประชุมกันเมื่อวันที่ 10 เม.ย. ประชุมครั้งที่ 40/2549 อ้างว่าสามารถที่จะพิจารณารับสมัครบุคคลที่สมัครเวียนไปเวียนมาได้ หาก กกต.ปล่อยให้มีการเลือกตั้งใน 24 เขต พรรคจะฟ้องร้อง กกต. 4 คนต่อศาลยุติธรรมในฐานความผิดปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ
ย้อนเกล็ด กกต.วินิจฉัยไร้มาตรฐาน
ด้านนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า พรรคได้ติดตามการทำหน้าที่ของ กกต.พบว่า เข้าข่ายประพฤติขัดต่อรัฐธรรมนูญ ขัดต่อกฎหมายอื่นและขัดต่อคำวินิจฉัยเดิมของ กกต.ในหลายกรรมหลายวาระ แต่ กกต.ไม่เคยทำหน้าที่ขัดใจผู้มีอำนาจทางการเมือง ทั้ง 1.กรณีมีผู้สมัครพรรคเล็กเวียนเทียน กกต.ระบุว่าทำได้ แต่มีคำวินิจฉัยของ กกต.กรณีนายถิรวัฒน์ จำปา–ไชยศรี ผู้สมัครนายกเทศมนตรี เทศบาลตำบลท่าอุเทน อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม ได้คะแนนเป็นอันดับ 2 ในระหว่างที่ กกต.ยังไม่ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง นายถิรวัฒน์ ไปสมัครเป็น อบจ. กรณีนี้ กกต.เคยวินิจฉัยว่าเป็นการสมัครซ้ำซ้อน ตัดสิทธิ์ไม่รับสมัคร 2.มีผู้สมัคร ส.ส.หลายพรรคการเมืองถูกร้องเรียน แต่ยังปล่อยให้พรรคที่ถูกร้องเรียนลงสมัครได้
แฉสมัครสมาชิกพรรควันปีใหม่
นายองอาจกล่าวต่อว่า 3.กรณี กกต.เขตเลือกตั้งไม่รับผู้สมัครหลายราย แต่ กกต.กลางให้รับสมัครได้ ตั้งข้อสังเกตเป็นการเข้าด้วยช่วยเหลือหรือไม่ ทั้งที่ กกต.มีอำนาจหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย แต่กรณีที่เกิดขึ้นถูกตั้งข้อสังเกตว่าเข้าไปแทรกแซง กกต. 4.พบมีพรรคเล็กลงสมัครสูงถึง 11 พรรค ทั้งที่หลายพรรคการเมืองไม่เคยส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งเลย และ 5.พบผู้สมัคร ส.ส.พรรคเล็กเพิ่งสมัครเป็นสมาชิกพรรคเมื่อวันที่ 2 ม.ค. 2549 เป็นการกระทำที่กลัวขัดใจนายใหญ่นายหญิงหรือไม่ ทำให้พรรคจับได้อีกว่า น.ส.มลิวัลย์ รักเมือง ผู้สมัคร ส.ส.ตรัง เขต 2 พรรคพลังประชาชน และนายณัฐพร ฉายประเสริฐ ผู้สมัคร ส.ส.กระบี่ เขต 1 พรรคพลังประชาชน ซึ่ง 2 คนนี้สมัครสมาชิกพรรควันที่ 2 ม.ค. ซึ่งเป็นวันหยุดราชการ พรรคการเมืองต่างๆหยุดทำการ อยากถามว่าไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคกันที่ไหน อย่างไร
นายองอาจกล่าวว่า นอกจากนี้ยังตรวจสอบพบว่านายณัฐพร มีชื่อตามทะเบียนราษฎรเป็นนางสาวทำไมคำนำหน้าไม่ตรงกับที่สมัครเป็นสมาชิกพรรค หรือเพศยังไม่ชัดเจน เป็นผู้หญิงหรือผู้ชายกันแน่ และยังมีหลักฐานเป็นหนังสือจาก กกต.กลางด่วนที่สุดถึงประธานกรรมการการเลือกตั้ง จ.กระบี่ ลงวันที่ 10 เม.ย. เพื่อสอบถามถึงการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัคร ส.ส. 6 ราย ซึ่งนายณัฐพร เป็น 1ใน 6 ราย โดยอ้างว่าสำนักงาน กกต. ได้ตรวจสอบจากระบบฐานข้อมูลสมาชิกพรรคการเมืองของสำนักงาน กกต. และแบบแจ้งจำนวนสมาชิกที่เพิ่มขึ้นในรอบปี ซึ่งเป็นข้อมูล ณ วันที่ 31 ธ.ค.2548 รวมทั้งการแจ้งการรับสมาชิกที่เพิ่มขึ้นในเดือน ม.ค.-ก.พ. 2549 ด้วย ชี้ให้เห็นว่าไปแทรกแซงการทำงานของกกต. จังหวัด เพื่อให้รับรองคุณสมบัติผู้สมัคร ส.ส.พรรคเล็ก สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าต้องการทำให้ ส.ส.ได้ครบ 500 คน โดยไม่คำนึงถึงวิธีผิดชอบชั่วดี แค่ต้องการสนองผู้มีอำนาจ ทำตามใบสั่ง
จับพิรุธ ทักษิณ เชิญทูตเข้าพบ
นายองอาจยังกล่าวถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เชิญทูตประเทศมหาอำนาจเข้าพบ พร้อมได้ปฏิเสธไม่ได้หารือถึงโครงการเมกะโปรเจกต์ แต่หารือถึงเรื่องที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวในต่างประเทศว่า เรื่องนี้ไม่น่าจะเป็นความจริง เพราะการไปท่องเที่ยวต่างประเทศ ไม่จำเป็นต้องเชิญทูตของประเทศนั้นเข้าพบ เหมือนช่วงที่นายกฯเดินทางไปท่องเที่ยวสิงคโปร์ ไม่เห็นเชิญทูตสิงคโปร์ประจำประเทศไทยเข้าพบก่อนไปเที่ยว ดังนั้น ขอตั้งข้อสังเกตว่า น่าจะมีการเจรจาต่อรองเรื่องผลประโยชน์ บางอย่าง โดยเฉพาะโครงการเมกะโปรเจกต์
อลงกรณ์ จี้ติดทรัพย์สิน เจ๊แดง
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า ในวันที่ 12 เม.ย.นี้ เวลา 10.00 น. จะเดินทางไปพบ พ.ต.อ.ยุทธบูล ดิสสะมาน รักษาการเลขาธิการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อหารือข้อกฎหมายภายใต้ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ในกรณีถ้ามีพฤติกรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองส่อว่าจะมีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินอันเกิดขึ้นจากการทุจริตในตำแหน่งหน้าที่ หรือความร่ำรวยผิดปกติ ในระหว่างดำรงตำแหน่ง เพื่อเตรียมพร้อมยื่นหลักฐานในส่วนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และ ปปง. ซึ่งการตรวจสอบความมีอยู่จริงและความร่ำรวยผิดปกติของนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ จะยึดถือหลักความเป็นธรรม ข้อเท็จจริง และความสุจริตใจ และในวันที่ 17 เม.ย.นี้ จะไปยื่นหลักฐานส่วนหนึ่งสำหรับการประมูลโครงการต่างๆให้กับคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการ สตง. อย่างไรก็ตาม ภายใน 2 สัปดาห์จะประมวลหลักฐานที่เกี่ยวข้องกว่า 20 บริษัท และการประมูลต่างๆ ที่น่าสงสัยว่าจะเป็นช่องทางการแสวงหาผลประโยชน์และรายได้ที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจรัฐ หรืองบประมาณรัฐ
เยาวภา ท้าตรวจสอบทรัพย์สิน
ที่พรรคไทยรักไทย นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คณะทำงานปราบปรามการคอรัปชันพรรคประชาธิปัตย์ ยื่นหนังสือต่อนายศราวุธ เมนะเศวต เลขาธิการ ป.ป.ช. เพื่อขอข้อมูลบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของนางเยาวภา และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เพื่อนำไปเป็นส่วนประกอบในการจัดทำรายงานการสอบสวนการร่ำรวยผิดปกติว่า ยินดีที่จะให้ตรวจสอบ เนื่องจากเป็นนักการเมืองคนหนึ่ง ระบบการตรวจสอบเป็นเรื่องที่จะต้องทำ โดยเชื่อมั่นในความสุจริตของตัวเอง อย่างไรก็ตาม ขอให้มีความสุจริตในการตรวจสอบ อย่าเลือกปฏิบัติ และต้องมีความเป็นสุภาพบุรุษด้วย อย่าทำลายความน่าเชื่อถือของนายกฯ ไม่ใช่เลือกตรวจสอบเฉพาะรัฐบาล อย่าเอาแต่เกาะกระแส และอย่าลืมไปตรวจสอบ บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บรส.)
ถ้าคุณอลงกรณ์เป็นสุภาพบุรุษ อย่านำครอบครัวดิฉันเข้าไปยุ่งเกี่ยวเพราะจะไม่เป็นธรรมกับลูกของดิฉัน เพราะลูกยังเป็นเด็กไม่ทราบอะไร เราไม่ควรเอาการเมืองเข้าไปแปดเปื้อน อยากให้คุณอลงกรณ์ลองไปถามคุณคมคาย พลบุตร ภริยาว่า ถ้ามีคนกล่าวหาลูกของคุณคมคายอย่างไม่เป็นธรรม และพูดไปโดยไม่มีข้อมูลคุณคมคายจะรู้สึกอย่างไร และลูกนางคมคายจะรู้สึกอย่างไรบ้าง นางเยาวภา กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและน้ำตาคลอเบ้า
ต่อข้อถามว่า รู้สึกอย่างไรกับการที่นายอลงกรณ์มาตรวจสอบช่วงนี้ นางเยาวภาตอบว่า ช่วงนี้อากาศร้อนจัด การเมืองเป็นเรื่องของคนอาสามาทำงานให้แก่บ้านเมือง ไม่ใช่มาจ้องทำลายคนข้างๆให้ตายตามกัน การเมืองแบบนี้มันโหดร้าย เพราะยังมีคนดีๆต้องการเข้ามาทำงานการเมือง เมื่อถามว่าจะฟ้องร้องกลับหรือไม่ นางเยาวภาตอบว่า ต้องดูก่อน จริงๆไม่อยากไปเอาเรื่องกับใคร เมื่อถามถึงการโอนหุ้นให้แก่ลูก นางเยาวภาตอบว่า คิดว่าไม่จำเป็นต้องตอบ จะไปตอบที่ ป.ป.ช.
เตือน ปชป.อย่ากดดันศาล
วันเดียวกัน ที่พรรคไทยรักไทย นายพีระพันธ์ พาลุสุข คณะทำงานฝ่ายการเมืองและกฎหมายพรรคไทยรักไทยก ล่าวถึงกรณีที่นายถาวร เสนเนียม อดีต ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกล่าวหาคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดการเลือกตั้งไม่เป็นไปตามกฎหมาย และขอให้สั่งระงับการเลือกตั้งครั้งนี้ เนื่องจากการเลือกตั้งเป็นโมฆะว่า ที่ผ่านมานายถาวรได้พูดชี้นำศาลและนำคำสั่งของศาลปกครอง ซึ่งอยู่ในระหว่างการพิจารณามาเปิดเผย ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดคิดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ถูกต้อง และคิดว่าศาลอาจจะมีคำสั่งไปในทำนองนั้น อยากขอให้หยุดการกระทำดังกล่าวเสีย เพราะที่ผ่านมาศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำสั่งแล้วว่า การทำหน้าที่ของ กกต.ตามรัฐธรรมนูญ และเป็นการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่อำนาจบริหารหรือ อำนาจในทางปกครอง สามารถทำได้ ดังนั้น อยากขอให้ พรรคประชาธิปัตย์ให้ความเคารพในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและการกระทำของ กกต.ด้วย
ทักษิณ วอนลูกพรรคให้สามัคคีเมื่อวันที่ 11 เม.ย. เวลา 14.00 น. ที่พรรคไทยรักไทย ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย ได้เข้าร่วมประชุมกับแกนนำและสมาชิกพรรคอย่างพร้อมเพรียง เพื่อพูดคุยถึงสถานการณ์ การเมืองและร่วมพิธีรดน้ำดำหัวเนื่องในเทศกาลสงกรานต์ โดยพ.ต.ท.ทักษิณได้กล่าวกับสมาชิกพรรคว่า ขอให้ กำลังใจทุกคน แม้ต้องเว้นวรรคแต่จะทำงานเพื่อพรรคต่อไป จะอุทิศเวลาให้กับประชาชนด้วยการเดินสายรับฟังปัญหาทั่วประเทศถึงข้อดีข้อเสียจากนโยบายรัฐบาล เพื่อสะท้อนให้รัฐบาลชุดใหม่ปรับปรุง ใครอยากให้ช่วยอะไรก็บอก เพราะยังเป็นพี่ใหญ่ในพรรคอยู่ สิ่งสำคัญขอให้ทุกคนสามัคคี ทำงานช่วยพรรคให้เจริญ อย่าทะเลาะกัน ต้องอยู่กันแบบพี่น้อง ยืนยันจะไม่หนีไปไหน
ใบ้นายกฯใหม่เก่งงานต่างประเทศ
พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวต่อว่า ส่วนการคัดเลือกนายกฯ คนใหม่นั้น วันนี้ยังไม่คิด คิดเพียงว่าจะเปิดสภาอย่างไร แต่ถ้าถึงวันนั้นจะต้องร่วมกันตัดสินใจ ยืนยันว่านายกฯคนใหม่จะต้องมีภาวะความเป็นผู้นำเต็มที่ ตนจะไม่ยุ่งหรือไปล้วงลูก อย่างไรก็ตาม คนที่เป็นนายกรัฐมนตรี นอกจากจะให้อำนาจในการตัดสินใจเต็มที่แล้ว คนคนนั้นต้องมีความเชี่ยวชาญด้านต่างประเทศด้วย เพราะการทำงานในอนาคตต้องเชื่อมโยงกับต่างประเทศตลอด จะเป็นใครก็ได้ ขอให้อยู่ในระบบบัญชีรายชื่อก็พอ
ขมขื่นชนะเลือกตั้งแต่ไม่ได้นั่งนายกฯ
พ.ต.ท.ทักษิณยังกล่าวในที่ประชุมถึงการเว้นวรรคทางการเมืองด้วยว่า ความจริงตนจะลุยหรือจะเลือกแตกหักก็ได้ แต่มันไม่มีประโยชน์เพราะจะเสียหายทั้งประเทศ ยอมเสียสละอย่างขมขื่นเพื่อเป็นบรรทัดฐานว่าคนทำดีอยู่ในกติกา แต่แพ้คนชั่วที่สู้นอกกติกา เรื่องนี้ต้องฟื้นฟูให้ได้ ตนเคยแนะพรรคประชาธิปัตย์ให้ไปปรึกษานางออง ซาน ซูจี สงสัยวันนี้คงต้องไปปรึกษาเอง เพราะชนะเลือกตั้งแต่ไม่ได้เป็นนายกฯ พรรคประชาธิปัตย์ คิดผิดที่ไม่ให้ตนเป็นนายกฯ เพราะทำให้มีเวลาลงพื้นที่มากขึ้น มีบางคนแนะนำว่าหลังการเลือกตั้ง ถ้าชนะก็ควรเว้นวรรค เล่นการเมืองต้องยอมเปลืองตัวบ้าง ถ้าไม่ยอมก็เป็นใหญ่ลำบาก
ฉุนถูกหักหลัง-รมต.เร้นหนี
พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวด้วยว่า กลุ่มพันธมิตรฯ และพรรคประชาธิปัตย์เขาไม่ต้องการทำลายตน แต่ต้องการทำลายพรรคไทยรักไทยให้หายไปจากสารบบการเมืองให้ได้ เขาพยายามทุกอย่างเพราะไม่อยากให้เราอยู่ในเวทีนี้ วันนี้พวกเขากำลังรุกทีละก้าว ตอนนี้เขาทำผมได้ แล้วต่อไปก็จะทำลายพรรค อยากให้ทุกคนช่วยกัน แต่ที่ผ่านมารัฐมนตรีบางคน รักษาเนื้อรักษาตัวมากเกินไป ไม่ออกมาช่วยตอบโต้ อีกทั้งยังไม่สามัคคีกัน จนในที่สุดเหตุการณ์ก็ลุกลามบานปลาย กว่าจะออกมาตอบโต้ก็ช้าเกินไป โดนด่าจนไปไม่ไหว ผมเองยอมรับว่าออกมาช้าเหมือนกัน สำหรับการประชุมคณะผู้บริหารพรรคเมื่อวานนี้ (10 เม.ย.) มีกันอยู่แค่ 11 คน ไม่รู้ทำไมข่าวถึงหลุดออกไปได้ ทำอย่างนี้มันทรยศหักหลังพรรค ไอ้คนที่ไปให้ข่าวอย่าคิดว่าสื่อจะชื่นชม เขาคิดว่าคุณเป็นควายตัวหนึ่งให้หลอกใช้ต่อไปอีก
ไม่เชื่อความชั่วจะชนะความดี
จากนั้นนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เลขาธิการพรรคไทยรักไทย ได้เป็นตัวแทนสมาชิกพรรคไทยรักไทยกล่าวอวยพรให้ พ.ต.ท.ทักษิณว่า ไม่มีประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่เมื่อนายกรัฐมนตรีประกาศขอเว้นวรรคทางการเมืองแล้วมีประชาชนจำนวนมหาศาลที่บริสุทธิ์ใจต้องเสียน้ำตา ความสะเทือนใจที่หัวหน้าพรรคบอกว่าความชั่ว ชนะความดีนั้น ตนไม่เชื่อว่าจะเป็นแบบนั้น เชื่อว่าท้ายสุดเราต้องชนะแน่ อย่างไรก็ตาม ถ้าหัวหน้าพรรคตัดสินใจที่จะเว้นวรรคทางการเมืองอยู่ พวกเราขอยืนยันว่าจะสามัคคีตามที่หัวหน้าพรรคเรียกร้อง โดยจะยึดตัวหัวหน้าพรรคเป็นศูนย์กลาง จะทุ่มเทสติปัญญารักษาพรรคและ เชื่อว่าภายใน 1 ปี หัวหน้าจะได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี อีกแน่นอน ถึงเวลานั้นประชาชนที่เสียน้ำตาก็จะกลับมาหัวเราะ ช่วงนี้อยากให้หัวหน้าได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ทั้งกายและใจ และขอให้กลับมาเป็นนายกฯอย่างเร็วที่สุด
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า หลังจากที่ พ.ต.ท.ทักษิณระบายความในใจก็ได้อวยพรสมาชิกพรรคว่า ขอให้อโหสิ–กรรมซึ่งกันและกัน และขอให้ทุกคนไม่ต้องโดนใบเหลืองใบแดง มีชีวิตส่วนตัวที่ดี และอยากขออาสาสมัครให้พวกเราช่วยกันลงไปหาเสียงในการเลือกตั้งซ่อมที่ภาคใต้ อย่างไรก็ตาม ในการประชุมวันนี้ พ.ต.ท.ทักษิณมีท่าที เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน โดยรับฟังความเห็นจาก ส.ส.มากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ทำให้ ส.ส.หลายคนกล้าที่จะแสดงความเห็นอย่างหลากหลาย บางรายได้ตำหนิการทำงานของรัฐมนตรีต่อหน้า พ.ต.ท.ทักษิณ
รดน้ำดำหัวท่ามกลางความโศกเศร้า
สำหรับบรรยากาศการรดน้ำดำหัว พ.ต.ท.ทักษิณในปีนี้เป็นไปอย่างเรียบง่าย โดยมี พ.ต.ท.ทักษิณเป็นผู้ใหญ่ในพรรคเพียงคนเดียวที่ให้สมาชิกพรรคร่วมรดน้ำ แกนนำพรรคได้ทยอยขึ้นรดน้ำเช่นนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ นายวัฒนา เมืองสุข นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ จากนั้นก็เป็นคิวของ ส.ส. และสื่อมวลชน ทั้งนี้มี ส.ส. ที่ขึ้นไปรดน้ำอวยพรและร้องไห้คือ นายแสวง ฤกษ์จรัล ว่าที่ ส.ส.กทม. และนางอนงค์วรรณ เทพสุทิน ว่าที่ ส.ส. สุโขทัย โดยนางอนงค์วรรณกล่าวกับสื่อมวลชนหลังการอวยพร พ.ต.ท.ทักษิณว่า บรรยากาศมันเศร้า เห็นหน้า พ.ต.ท. ทักษิณแล้วอยากร้องไห้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้ได้มีบรรดาผู้สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณได้ทยอยเดินทางมารอรดน้ำดำหัวและให้กำลังใจ พ.ต.ท.ทักษิณกันอย่างคึกคัก ขณะเดียวกันมีชาวบ้านจำนวน 100 คน ถือป้ายผ้าสนับสนุนพร้อมนำพวงมาลัยมารอมอบให้หัวหน้าพรรคไทยรักไทย อยู่บริเวณชั้น 1 ของอาคารพรรค พร้อมตะโกนว่า ลูกผู้ชายตัวจริง เป็นระยะๆ ขณะที่แวดวงข้าราชการและ อาทิ ม.ร.ว.มาลินี จักรพันธุ์ (หญิงหมัด) พล.ต.ท.วงกต มณีรินทร์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. รวมไปถึงนายชูพงษ์ ถี่ถ้วน หนึ่งในแกนนำคาราวานคนจนที่สวนจตุจักร ก็ติดบัตรสมาชิกพรรคไทยรักไทยเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ด้วย จากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณได้เดินทางออกจากพรรค ท่ามกลางประชาชนจำนวนมากได้แห่รอต้อนรับเพื่อมอบดอกไม้และตะโกนว่า ทักษิณสู้ๆ บริเวณชั้นล่างของที่ทำการพรรค
เลือกตั้งล่วงหน้าก่อนบินไปอังกฤษ
ขณะที่นายภิมุข สิมะโรจน์ รองโฆษกพรรคไทยรักไทย แถลงว่า พ.ต.ท.ทักษิณขอให้สมาชิกทุกคน อย่ากังวล โดยเฉพาะเรื่องการปลดล็อก 90 วัน ในเรื่องของคนกลางที่จะเข้ามาร่างนั้น ไม่ว่าคนกลางจะเป็นใครพรรคก็พร้อมที่จะแข่งขันในทุกกติกา สำหรับแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีนั้น พ.ต.ท.ทักษิณระบุว่าเร็วเกินไปที่จะพูด วันนี้เน้นเรื่องการเลือกตั้งเพื่อให้สภาเปิดได้ก่อนเป็นอันดับแรก หลังเทศกาลสงกรานต์ผ่านไปแล้ว ในวันที่ 23 เม.ย. อาจจะมีการประชุมใหญ่สามัญประจำปีอีกครั้ง ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณยังแจ้งต่อที่ประชุมพรรคด้วยว่า ในวันที่ 13 เม.ย. หลังจากที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ว. ล่วงหน้าแล้ว ก็จะขึ้นเครื่องเดินทางไปอังกฤษทันที
วันเดียวกัน เมื่อเวลา 08.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายกันตธีร์ ศุภมงคล รมว.ต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เชิญเอกอัครราชทูตจากหลายประเทศเข้าพบในช่วงที่ผ่านมาว่า เนื่องจากนายกรัฐมนตรีมีความคิดเดินทางไปพักผ่อนต่างประเทศ จึงเชิญทูตของประเทศนั้นๆมาพบ แต่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเดินทางไปประเทศใดบ้าง เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางและต้อนรับ เช่น การทำวีซ่า โดยการเดินทางไปต่างประเทศครั้งนี้ แม้ พ.ต.ท.ทักษิณจะไปในสถานะนายกรัฐมนตรี แต่จะไปพักผ่อน และเยี่ยมเพื่อนเท่านั้น ไม่มีเรื่องของราชการมาเกี่ยวข้อง เบื้องต้นคาดว่านายกรัฐมนตรีจะเดินทางไป 4-5 ประเทศ ซึ่งอังกฤษคงเป็นประเทศแรกที่จะไป รวมถึงสหรัฐฯก็มีความเป็นไปได้ที่จะเดินทางไปเช่นกัน
ตปท.หวั่นม็อบสร้างภาพลบ
ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้ต่างประเทศเข้าใจสถานการณ์ การเมืองของประเทศไทยที่นายกรัฐมนตรีขอหยุดพักปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ นายกันตธีร์ตอบว่า เข้าใจดี ได้ชี้แจงให้คณะทูตทั้งหมดฟังเมื่อสัปดาห์ที่แล้วถึงเหตุผลที่นายกรัฐมนตรีต้องลาพักการปฏิบัติหน้าที่เป็นเวลานาน แต่มีทูตบางคนแสดงความกังวลว่า การที่ประเทศไทยดำเนินการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย และพรรคไทยรักไทยได้รับความไว้ใจจากประชาชน 50 กว่าเปอร์เซ็นต์ แต่นายกรัฐมนตรีต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่เพราะการเดินขบวนของประชาชน 1-2 แสนคน ซึ่งสวนทางกับเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนทั้งประเทศ เกรงว่าจะเป็นตัวอย่างไม่ดีของการส่งสัญญาณประชาธิปไตยแก่ประเทศอื่นหรือไม่ อย่างไรก็ตามต่างประเทศยังมีความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจของประเทศไทยอยู่ ส่วนนายกรัฐมนตรีจะหยุดพักผ่อนนานเท่าใดนั้น ยังไม่ทราบ แต่นายกรัฐมนตรีเคยกระซิบให้ฟังว่า หลังจากหยุดปฏิบัติหน้าที่แล้ว ชีวิตส่วนตัวมีความสุข ดังนั้นหลังจากนี้คงต้องชั่งน้ำหนักอีกทีว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป
หวั่นถูกมองครอบงำแก้ รธน.
เมื่อเวลา 11.15 น. ที่พรรคไทยรักไทย นายโภคิน พลกุล รองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย กล่าวถึงแนวทางการปฏิรูปการเมืองของพรรคไทยรักไทยว่า ในขั้นต้นจะต้องผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 313 ก่อน เพื่อให้คนกลางเข้ามาดูแลในเนื้อหาสาระต่อไป โดยกระบวนการการได้มาของคนกลางนั้นมีความเป็นห่วงจากคณะผู้บริหารของพรรค ที่กังวลว่าจะมีขั้นตอนไหนไม่โปร่งใสหรือถูกมองว่าพรรคไทยรักไทยเข้าไปครอบงำหรือไม่ ยอมรับว่าไม่ง่ายเลยที่จะหาตัวแทนจากหลากหลายอาชีพทั่วประเทศโดยปราศจากการแทรกแซงทั้งปวง เบื้องต้นได้วางตุ๊กตาเตรียมเสนอให้สาธารณชนวิพากษ์วิจารณ์ในสัปดาห์หน้า รวมทั้งเสนอให้พรรคพิจารณาด้วย โดยคนกลางที่จะสรรหามาจะอิงกฎหมายของสภาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยสมมติว่าคัดเลือกจากทั่วประเทศได้ 2,000 คน แล้วจะคัดเลือกกันเองอีกครั้งให้เหลือเพียง 100 คน โดยกระจายอาชีพออกไปให้หลากหลายที่สุด ส่วนอีก 20 คนที่เหลือจะใช้แนวทางคล้ายกับ ส.ส.ร. โดยแบ่งเป็น 5 คน จากอดีต ส.ส.ร. 5 คน จากตัวแทนศาล 5 คน จากองค์กรอิสระ และอีก 5 คน จากตัวแทนนักวิชาการ
นายโภคินกล่าวว่า ในขั้นตอนต่อไปเมื่อคนกลางยกร่างสุดท้ายแล้วจะไม่นำเข้าสู่สภา จะให้ประชาชนทั่วประเทศลงมติ หรือพูดง่ายๆคือไม่ต้องการให้พรรคไทยรักไทยเข้าไปเกี่ยวข้องในส่วนใดๆเลย อย่างไรก็ตามหากสภาเปิดขึ้นแล้วมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ออกมาอย่างไร เราก็พร้อมรับฟังนำมาปรับปรุงแก้ไข ส่วนที่ผู้บริหารพรรคแนะนำให้ไปปรึกษา พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีฯนั้น ไม่อยากไปรบกวนท่าน แต่เรื่องใหญ่ เรื่องสำคัญๆก็คงต้องไปหารือผู้ใหญ่ในบ้านในเมืองอยู่แล้ว
เติ้ง ติง กกต.ทำให้เรื่องวุ่นหนัก
ทางด้านความเคลื่อนไหวของพรรคชาติไทย วันเดียวกัน ที่ทำการพรรคชาติไทย นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีการรับสมัครใหม่โดยให้ผู้สมัครเปลี่ยนเขตสมัครใหม่ได้ว่าทำไมมันวุ่นวายกันอย่างนี้ เมื่อวิ่งรอกสมัครพอเขตนี้ไม่ได้ก็ย้ายไปสมัครเขตเลือกตั้งใหม่ แต่เขาอ้างว่าไม่มีกฎหมายห้ามไว้ อยู่ที่ดุลยพินิจของ กกต.อ้างว่าทำได้ แต่มันถูกต้องชอบธรรมหรือไม่ ตนตอบไม่ได้ ผู้สื่อข่าวถามว่ากรณีที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยื่นหนังสือถึง กกต.ให้สอบสวน พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง 4 ประเด็น กกต.ชี้ว่าไม่มีความผิด นายบรรหารตอบว่า เมื่อ กกต.บอกว่าไม่ผิดก็ถือว่าไม่ผิด เพราะ กกต.เป็นใหญ่ คนที่ให้ใบเหลือง ใบแดงก็คือท่าน เมื่อบอกว่าไม่ผิดจะไปทำอะไรได้ เมื่อเลือกตั้งครั้งก่อนฝ่ายรัฐบาลไปหาเสียงแบบนี้ กกต.บอกว่าไม่ผิด แต่ถ้าเป็นฝ่ายค้านไปหาเสียงอาจจะผิดก็ได้ เมื่อถามว่าพฤติกรรม กกต.น่าไว้วางใจหรือไม่ นายบรรหารตอบสั้นๆว่าน่าเป็นห่วง
เมื่อถามทางพรรคไทยรักไทยจะเปลี่ยนแนวทางการปฏิรูปการเมืองที่นายโภคิน พลกุล รองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย เคยเสนอให้ใช้รูปแบบสภาสนามม้าเป็นไปปรึกษา พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ นายบรรหารตอบว่า คิดว่าไม่ใช่ เป็นการพูดไปเท่านั้นเอง เพราะถ้าเป็นแนวทางนี้ยิ่งไปกันใหญ่ อย่างนี้ 1 ปี ก็ไม่เสร็จ ความจริงรัฐธรรมนูญแก้ไม่ยาก แก้ไม่กี่ข้อที่เป็นประเด็นปัญหา รัฐธรรมนูญดีอยู่แล้ว แต่มีบางประเด็นเช่นการปลดล็อก 90 วัน ให้ ส.ว.หาเสียงได้ ระบบบัญชีรายชื่อไม่ต้องถึง 5 เปอร์เซ็นต์ แก้กันจริงๆใช้เวลาไม่เกิน 3-4 เดือนหรืออย่างมาก 1 ปี ก็เสร็จ แล้วเลือกตั้งกันใหม่ ถ้าเป็นสภาสนามม้าคิดว่าไม่เสร็จ จะต้องเร่งรัดการปฏิรูปการเมือง เพราะสภามีเพียงพรรคเดียวไม่ได้ เมื่อถามว่าเป็นเกมของพรรคไทยรักไทยเพื่อดึงเวลาหรือไม่ นายบรรหารตอบว่า ตอนนี้ดึงเวลากันไม่ได้แล้ว ต้องเร่งรัดแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วเลือกตั้งให้เร็วที่สุด ปล่อยให้สภามีพรรคเดียวไม่ได้ ส่วนจะเป็นรูปแบบไหนตอบไม่ได้ ขอให้ดำเนินการให้เร็วที่สุด
เชื่อ ทักษิณ มีชื่อนายกฯ คนใหม่
ผู้สื่อข่าวถามว่าขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องนายกฯ คนใหม่ หากทิ้งเวลาไปนานจะมีปัญหาหรือไม่ หัวหน้าพรรคชาติไทยตอบว่า คนที่จะมาเป็นตัวแทน เข้าใจว่านายกฯ มีอยู่ในใจแล้ว แต่ไม่พูดเท่านั้นเอง นายกฯ คงรอดูว่าจะเปิดสภาได้หรือเปล่า ถ้าเลือกตั้งรอบใหม่ในวันที่ 23 เม.ย.ไม่จบมันก็ต้องต่อไปอีก อาจจะมีการยื่นศาลปกครอง และเลยไปถึงเดือนพฤษภาคม เพราะฉะนั้นตัวนายกฯ คงกำหนดไม่ได้ ต้องรอดูว่าจะเปิดสภาได้เมื่อไหร่ก่อน
เลี้ยงหูฉลามก่อน ทักษิณ ไปนอก
เมื่อถามถึงการรับประทานอาหารร่วมกับนายกรัฐมนตรีซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณบอกว่าตกงานไม่มีใครรับเลี้ยง นายบรรหารตอบว่า ไม่เป็นไรตนจะเลี้ยงท่านก่อนไปต่างประเทศ กำลังจะนัดอยู่ ภายใน 1-2 วัน จะเลี้ยงท่านเอง เพราะมีเรื่องที่จะคุยกับนายกฯ มากมาย ต่อข้อถามว่ากลัวหรือไม่ว่าคุยกันแล้วพอออกไปข้างนอกนายกฯ ก็จะเปลี่ยนท่าทีอีก นายบรรหารตอบว่า ตอนนี้มันจบแล้ว ไม่มีอะไรที่กลัวว่าจะเปลี่ยนแปลง เพราะไม่ได้ตกลงอะไรกัน การเลือกตั้งก็ผ่านไปแล้ว เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องกลัวอะไร แต่จะคุยกันในเรื่องกว้างๆ จะคุยว่าอะไรถูกต้อง ไม่ถูกต้อง มันควรจะเป็นอย่างไร บางอย่างก็จะให้ข้อคิดกับท่าน ทำอย่างไรถึงจะอยู่อย่างสุขกายสบายใจ ไม่ทนทุกข์ทรมาน เมื่อถามว่าแสดงว่าเมื่อเสนอแนะอะไรนายกฯ จะรับฟัง นายบรรหารตอบว่า ไม่เกี่ยวไม่ได้เสนอแนะอะไร เป็นเพียงให้ข้อคิดเท่านั้นเอง ส่วนจะทำตามหรือเปล่าเป็นอีกเรื่องหนึ่ง อย่างไรก็ตามเชื่อว่าพรรคร่วมฝ่ายค้านก็คงไม่หวาดระแวงอะไร คนละเรื่องกัน นี่เป็นเรื่องส่วนตัว เมื่อถามว่าเป็นการรับประทานอาหารฉันพี่น้อง นายบรรหารตอบว่า ไม่รู้ซิ จะเป็นหรือเปล่าก็ไม่รู้
ชิดชัย ไม่สนถูกวิจารณ์แค่หุ่นเชิด
สำหรับบรรยากาศการประชุมคณะรัฐมนตรีนั้น วันเดียวกัน เมื่อเวลา 08.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.อ. ชิดชัย วรรณสถิตย์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ยุติธรรม ในฐานะรักษาการนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ก่อนเป็นประธานการประชุม ครม. ถึงกรณีที่ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ เป็นนายกรัฐมนตรีหุ่นเชิดว่า จะวิจารณ์อะไรก็ต้องให้เกียรติ ให้เครดิต และระมัดระวังด้วย ยืนยันว่าไม่ได้เป็นอย่างที่ถูกวิจารณ์ ก็เป็นการแกล้งพูด แกล้งว่ากันไป เราก็ต้องฟังหูไว้หู อย่าไปมีอารมณ์
ประชาธิปัตย์ขีดเส้นตาย กกต.
ทางด้านความเคลื่อนไหวของพรรคประชาธิปัตย์นั้น วันเดียวกัน ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรค ได้เป็นประธานการประชุมแกนนำและคณะทำงานด้านกฎหมายของพรรค เพื่อพิจารณาถึงการทำผิดกฎหมายการเลือกตั้ง ภายหลังการประชุม นายถาวร เสนเนียม รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า พรรคได้ทำหนังสือถึง กกต. 6 ครั้ง ทั้งแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับการกระทำผิดการเลือกตั้งเพื่อให้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนการว่าจ้างพรรคเล็กให้ลงสมัครรับเลือกตั้ง แม้ กกต.ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาสืบสวนสอบสวนแต่ยังไม่ปรากฏผลสรุปออกมา ดังนั้น ในวันที่ 11 เม.ย. เลขาธิการพรรคได้ทำหนังสือถึง กกต. เพื่อขอทราบความคืบหน้าการสืบสวนสอบสวน พรรคจะให้เวลา กกต. 3 วัน หากยังไม่ได้ดำเนินการประการหนึ่งประการใดให้เกิดผลตามหนังสือร้องเรียน จะถือว่า กกต.ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เป็นการดำเนินการให้คุณให้โทษกับผู้สมัครบางคนหรือบางพรรค หลังจากนั้นจะพิจารณาดำเนินการต่อไป
นายถาวรกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ เลขาธิการพรรคได้ลงนามในหนังสือถึง กกต. เพื่อให้พิจารณาเพิกถอนสิทธิผู้สมัครรับเลือกตั้ง ใน 24 เขต ผู้สมัครเหล่านี้ขาดคุณสมบัติ และแพ้การเลือกตั้ง กกต.ยังไม่ได้รับรองการเลือกตั้ง แต่ กกต.กลับมีหนังสือเวียนสั่งการให้ ผอ.เขตเลือกตั้งพิจารณารับสมัคร เนื่องจากทาง กกต. โดยเฉพาะประธาน กกต. อ้างว่าเป็นสิทธิของผู้สมัครที่จะสมัครได้ แต่การวินิจฉัยเรื่องดังกล่าวทาง กกต.จ.สงขลา โดยเฉพาะ ผู้อำนวยการ กกต. เขต 4 วินิจฉัยว่า อำนาจนี้เป็นอำนาจของผู้อำนวยการการเลือกตั้งโดยตรง ตามมาตรา 32 พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และ ส.ว. หนังสือเวียนดังกล่าวเป็นการแทรกแซงอำนาจ ผอ.เขตเลือกตั้ง กกต. ซึ่งผู้ที่ใช้อำนาจในการแทรกแซงคือคณะกรรมการการเลือกตั้งทั้ง 4 คน โดยการแทรกแซงดังกล่าวเริ่มขึ้นด้วยการประชุมกันเมื่อวันที่ 10 เม.ย. ประชุมครั้งที่ 40/2549 อ้างว่าสามารถที่จะพิจารณารับสมัครบุคคลที่สมัครเวียนไปเวียนมาได้ หาก กกต.ปล่อยให้มีการเลือกตั้งใน 24 เขต พรรคจะฟ้องร้อง กกต. 4 คนต่อศาลยุติธรรมในฐานความผิดปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ
ย้อนเกล็ด กกต.วินิจฉัยไร้มาตรฐาน
ด้านนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า พรรคได้ติดตามการทำหน้าที่ของ กกต.พบว่า เข้าข่ายประพฤติขัดต่อรัฐธรรมนูญ ขัดต่อกฎหมายอื่นและขัดต่อคำวินิจฉัยเดิมของ กกต.ในหลายกรรมหลายวาระ แต่ กกต.ไม่เคยทำหน้าที่ขัดใจผู้มีอำนาจทางการเมือง ทั้ง 1.กรณีมีผู้สมัครพรรคเล็กเวียนเทียน กกต.ระบุว่าทำได้ แต่มีคำวินิจฉัยของ กกต.กรณีนายถิรวัฒน์ จำปา–ไชยศรี ผู้สมัครนายกเทศมนตรี เทศบาลตำบลท่าอุเทน อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม ได้คะแนนเป็นอันดับ 2 ในระหว่างที่ กกต.ยังไม่ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง นายถิรวัฒน์ ไปสมัครเป็น อบจ. กรณีนี้ กกต.เคยวินิจฉัยว่าเป็นการสมัครซ้ำซ้อน ตัดสิทธิ์ไม่รับสมัคร 2.มีผู้สมัคร ส.ส.หลายพรรคการเมืองถูกร้องเรียน แต่ยังปล่อยให้พรรคที่ถูกร้องเรียนลงสมัครได้
แฉสมัครสมาชิกพรรควันปีใหม่
นายองอาจกล่าวต่อว่า 3.กรณี กกต.เขตเลือกตั้งไม่รับผู้สมัครหลายราย แต่ กกต.กลางให้รับสมัครได้ ตั้งข้อสังเกตเป็นการเข้าด้วยช่วยเหลือหรือไม่ ทั้งที่ กกต.มีอำนาจหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย แต่กรณีที่เกิดขึ้นถูกตั้งข้อสังเกตว่าเข้าไปแทรกแซง กกต. 4.พบมีพรรคเล็กลงสมัครสูงถึง 11 พรรค ทั้งที่หลายพรรคการเมืองไม่เคยส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งเลย และ 5.พบผู้สมัคร ส.ส.พรรคเล็กเพิ่งสมัครเป็นสมาชิกพรรคเมื่อวันที่ 2 ม.ค. 2549 เป็นการกระทำที่กลัวขัดใจนายใหญ่นายหญิงหรือไม่ ทำให้พรรคจับได้อีกว่า น.ส.มลิวัลย์ รักเมือง ผู้สมัคร ส.ส.ตรัง เขต 2 พรรคพลังประชาชน และนายณัฐพร ฉายประเสริฐ ผู้สมัคร ส.ส.กระบี่ เขต 1 พรรคพลังประชาชน ซึ่ง 2 คนนี้สมัครสมาชิกพรรควันที่ 2 ม.ค. ซึ่งเป็นวันหยุดราชการ พรรคการเมืองต่างๆหยุดทำการ อยากถามว่าไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคกันที่ไหน อย่างไร
นายองอาจกล่าวว่า นอกจากนี้ยังตรวจสอบพบว่านายณัฐพร มีชื่อตามทะเบียนราษฎรเป็นนางสาวทำไมคำนำหน้าไม่ตรงกับที่สมัครเป็นสมาชิกพรรค หรือเพศยังไม่ชัดเจน เป็นผู้หญิงหรือผู้ชายกันแน่ และยังมีหลักฐานเป็นหนังสือจาก กกต.กลางด่วนที่สุดถึงประธานกรรมการการเลือกตั้ง จ.กระบี่ ลงวันที่ 10 เม.ย. เพื่อสอบถามถึงการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัคร ส.ส. 6 ราย ซึ่งนายณัฐพร เป็น 1ใน 6 ราย โดยอ้างว่าสำนักงาน กกต. ได้ตรวจสอบจากระบบฐานข้อมูลสมาชิกพรรคการเมืองของสำนักงาน กกต. และแบบแจ้งจำนวนสมาชิกที่เพิ่มขึ้นในรอบปี ซึ่งเป็นข้อมูล ณ วันที่ 31 ธ.ค.2548 รวมทั้งการแจ้งการรับสมาชิกที่เพิ่มขึ้นในเดือน ม.ค.-ก.พ. 2549 ด้วย ชี้ให้เห็นว่าไปแทรกแซงการทำงานของกกต. จังหวัด เพื่อให้รับรองคุณสมบัติผู้สมัคร ส.ส.พรรคเล็ก สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าต้องการทำให้ ส.ส.ได้ครบ 500 คน โดยไม่คำนึงถึงวิธีผิดชอบชั่วดี แค่ต้องการสนองผู้มีอำนาจ ทำตามใบสั่ง
จับพิรุธ ทักษิณ เชิญทูตเข้าพบ
นายองอาจยังกล่าวถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เชิญทูตประเทศมหาอำนาจเข้าพบ พร้อมได้ปฏิเสธไม่ได้หารือถึงโครงการเมกะโปรเจกต์ แต่หารือถึงเรื่องที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวในต่างประเทศว่า เรื่องนี้ไม่น่าจะเป็นความจริง เพราะการไปท่องเที่ยวต่างประเทศ ไม่จำเป็นต้องเชิญทูตของประเทศนั้นเข้าพบ เหมือนช่วงที่นายกฯเดินทางไปท่องเที่ยวสิงคโปร์ ไม่เห็นเชิญทูตสิงคโปร์ประจำประเทศไทยเข้าพบก่อนไปเที่ยว ดังนั้น ขอตั้งข้อสังเกตว่า น่าจะมีการเจรจาต่อรองเรื่องผลประโยชน์ บางอย่าง โดยเฉพาะโครงการเมกะโปรเจกต์
อลงกรณ์ จี้ติดทรัพย์สิน เจ๊แดง
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า ในวันที่ 12 เม.ย.นี้ เวลา 10.00 น. จะเดินทางไปพบ พ.ต.อ.ยุทธบูล ดิสสะมาน รักษาการเลขาธิการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อหารือข้อกฎหมายภายใต้ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ในกรณีถ้ามีพฤติกรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองส่อว่าจะมีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินอันเกิดขึ้นจากการทุจริตในตำแหน่งหน้าที่ หรือความร่ำรวยผิดปกติ ในระหว่างดำรงตำแหน่ง เพื่อเตรียมพร้อมยื่นหลักฐานในส่วนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และ ปปง. ซึ่งการตรวจสอบความมีอยู่จริงและความร่ำรวยผิดปกติของนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ จะยึดถือหลักความเป็นธรรม ข้อเท็จจริง และความสุจริตใจ และในวันที่ 17 เม.ย.นี้ จะไปยื่นหลักฐานส่วนหนึ่งสำหรับการประมูลโครงการต่างๆให้กับคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการ สตง. อย่างไรก็ตาม ภายใน 2 สัปดาห์จะประมวลหลักฐานที่เกี่ยวข้องกว่า 20 บริษัท และการประมูลต่างๆ ที่น่าสงสัยว่าจะเป็นช่องทางการแสวงหาผลประโยชน์และรายได้ที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจรัฐ หรืองบประมาณรัฐ
เยาวภา ท้าตรวจสอบทรัพย์สิน
ที่พรรคไทยรักไทย นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คณะทำงานปราบปรามการคอรัปชันพรรคประชาธิปัตย์ ยื่นหนังสือต่อนายศราวุธ เมนะเศวต เลขาธิการ ป.ป.ช. เพื่อขอข้อมูลบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของนางเยาวภา และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เพื่อนำไปเป็นส่วนประกอบในการจัดทำรายงานการสอบสวนการร่ำรวยผิดปกติว่า ยินดีที่จะให้ตรวจสอบ เนื่องจากเป็นนักการเมืองคนหนึ่ง ระบบการตรวจสอบเป็นเรื่องที่จะต้องทำ โดยเชื่อมั่นในความสุจริตของตัวเอง อย่างไรก็ตาม ขอให้มีความสุจริตในการตรวจสอบ อย่าเลือกปฏิบัติ และต้องมีความเป็นสุภาพบุรุษด้วย อย่าทำลายความน่าเชื่อถือของนายกฯ ไม่ใช่เลือกตรวจสอบเฉพาะรัฐบาล อย่าเอาแต่เกาะกระแส และอย่าลืมไปตรวจสอบ บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บรส.)
ถ้าคุณอลงกรณ์เป็นสุภาพบุรุษ อย่านำครอบครัวดิฉันเข้าไปยุ่งเกี่ยวเพราะจะไม่เป็นธรรมกับลูกของดิฉัน เพราะลูกยังเป็นเด็กไม่ทราบอะไร เราไม่ควรเอาการเมืองเข้าไปแปดเปื้อน อยากให้คุณอลงกรณ์ลองไปถามคุณคมคาย พลบุตร ภริยาว่า ถ้ามีคนกล่าวหาลูกของคุณคมคายอย่างไม่เป็นธรรม และพูดไปโดยไม่มีข้อมูลคุณคมคายจะรู้สึกอย่างไร และลูกนางคมคายจะรู้สึกอย่างไรบ้าง นางเยาวภา กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและน้ำตาคลอเบ้า
ต่อข้อถามว่า รู้สึกอย่างไรกับการที่นายอลงกรณ์มาตรวจสอบช่วงนี้ นางเยาวภาตอบว่า ช่วงนี้อากาศร้อนจัด การเมืองเป็นเรื่องของคนอาสามาทำงานให้แก่บ้านเมือง ไม่ใช่มาจ้องทำลายคนข้างๆให้ตายตามกัน การเมืองแบบนี้มันโหดร้าย เพราะยังมีคนดีๆต้องการเข้ามาทำงานการเมือง เมื่อถามว่าจะฟ้องร้องกลับหรือไม่ นางเยาวภาตอบว่า ต้องดูก่อน จริงๆไม่อยากไปเอาเรื่องกับใคร เมื่อถามถึงการโอนหุ้นให้แก่ลูก นางเยาวภาตอบว่า คิดว่าไม่จำเป็นต้องตอบ จะไปตอบที่ ป.ป.ช.
เตือน ปชป.อย่ากดดันศาล
วันเดียวกัน ที่พรรคไทยรักไทย นายพีระพันธ์ พาลุสุข คณะทำงานฝ่ายการเมืองและกฎหมายพรรคไทยรักไทยก ล่าวถึงกรณีที่นายถาวร เสนเนียม อดีต ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกล่าวหาคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดการเลือกตั้งไม่เป็นไปตามกฎหมาย และขอให้สั่งระงับการเลือกตั้งครั้งนี้ เนื่องจากการเลือกตั้งเป็นโมฆะว่า ที่ผ่านมานายถาวรได้พูดชี้นำศาลและนำคำสั่งของศาลปกครอง ซึ่งอยู่ในระหว่างการพิจารณามาเปิดเผย ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดคิดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ถูกต้อง และคิดว่าศาลอาจจะมีคำสั่งไปในทำนองนั้น อยากขอให้หยุดการกระทำดังกล่าวเสีย เพราะที่ผ่านมาศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำสั่งแล้วว่า การทำหน้าที่ของ กกต.ตามรัฐธรรมนูญ และเป็นการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่อำนาจบริหารหรือ อำนาจในทางปกครอง สามารถทำได้ ดังนั้น อยากขอให้ พรรคประชาธิปัตย์ให้ความเคารพในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและการกระทำของ กกต.ด้วย
"สนับสนุนเนื้อหาโดย" ![]() |
